ประวัติการรบ


กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ฯ มีเกียรติประวัติ และวีรกรรมอันดีเด่น จากการได้รับชัยชนะ ในการสู้รบกับกองทหารต่างชาติในอินโดจีน เมื่อครั้งสงครามกรณีพิพาท อินโดจีนฝรั่งเศส จนได้รับสมญานามว่า “กองพันทหารเสือ” ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้


         ร. พัน.3 (ร.1 พัน.2 รอ. ปัจจุบัน) ในระหว่างสงครามกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส สมัยนั้นใช้ชื่อกองพันว่า “กองพันที่ 3” โดยมี พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ เป็นผู้บังคับกองพันได้นำทหารในบังคับบัญชา เข้ายึดรักษาดินแดนด้านทิศตะวันออก ติดกับประเทศกัมพูชาตามแนวชายแดนหลักเขตที่ 43 ถึง 46 และได้รุกเข้าไปในอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเดินแดนของไทยมาก่อน ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2483

        ณ. สมรภูมิบ้านพร้าว ห่างจากชายแดนไทยลึกเข้าไปในประเทศกัมพูชา ประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นดินแดนของไทยมาก่อนเช่นกัน พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ได้รับคำสั่งให้นำกองทหารในบังคับบัญชา เข้าทำการยึดยุทธภูมิแห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2484 เมื่อนำกำลังเคลื่อนย้ายไปยังบ้านพร้าวนั้น ได้พบร่องรอยค่ายเก่า ของทหารต่างชาติอินโดจีนดัดแปลงอย่างดีอยู่แล้ว และไม่มีการต้านทานใด ๆ เนื่องจากข้าศึกได้ถอนกำลังออกไปหมด ปล่อยให้ฝ่ายเราเข้ายึด เพื่อจะทุ่มกำลังเข้าโจมตีทำลายล้างกองพันที่ 3 ที่บ้านพร้าว และจะตีโอบหลังของกองพลลพบุรี ที่รุกล้ำเข้าไปข้างหน้า


จากการตรวจภูมิประเทศ พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ผู้บังคับกองพันเห็นว่าไม่ควรยึดที่บ้านพร้าว เนื่องจากข้าศึกรู้เบาะแสแล้ว และในตอนเย็นหลังนำกำลังเข้ายึด ได้ถูกหน่วยลาดตระเวนของข้าศึกลอบยิง จึงขออนุมัติเคลื่อนย้ายกำลังจากที่ตั้งเดิมออกไปอีก 4 กิโลเมตร ไปตั้งมั่นที่ห้วยยาง ซึ่งเป็นลำห้วยแห้งไม่มีน้ำ ภูมิประเทศเป็นคันคูง่ายแก่การดัดแปลงเป็นที่มั่นตั้งรับได้เป็นอย่างดี สามารถทำการยิงได้อย่าง
กว้างขวาง และทหารต่างชาติได้ตัดถนนลำคลองขึ้นอีกสายหนึ่ง จากทางเหนือตรงมายังบ้านพร้าว ถนนสายนี้จึงเป็นประโยชน์แก่การกำลังของฝ่ายเราเป็นอย่างดี โดยฝ่ายเราได้วางกำลังเป็นรูปตัวยู หรือรูปปากฉลามคล่อมถนนที่ห้วยยางไว้

        ความเข้าใจของทหารต่างชาติ เข้าใจว่าทหารไทยยังคงอยู่ที่บ้านพร้าว ซึ่งที่จริงแล้วด้วยการ
วางแผนการยุทธอันแยบยล และลึกซึ้งของ พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ได้นำกำลังมาตั้งมั่นที่ห้วยยางเสียแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2484 ด้วยความนิ่ง และมีวินัยอย่างดีเยี่ยม ตามคำสั่งของผู้บังคับกองพัน

        ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทหารต่างชาติได้ทุ่มกำลัง 1 กรม มีกำลัง 3 กองพัน ทำการเข้าตีเพื่อทำลายล้างกองพันที่ 3 ในการบังคับบัญชาของ พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ที่บ้านพร้าว โดยจัดฐานออกตีที่ห้วยยาง เนื่องจากคิดว่าทหารไทยอยู่ที่บ้านพร้าวโดยไม่รู้ว่า กองพันที่ 3 ได้เปลี่ยนแผนการยุทธเสียแล้ว กลยุทธของฝ่ายเรา ได้กำหนดให้ฟังสัญญานการยิงฉากจากปืนกลของ ร้อยตรี ยง ณ นคร (อดีตผู้ว่าราชการนครพนม) โดยฟังคำสั่งจาก ร้อยเอก อัมพร เสือไพฑูรย์

        ครั้นเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2484 จึงเริ่มได้ยินเสียงยานยนต์ของข้าศึกมาแต่ไกล หลายคันแสดงการเคลื่อนไหวของข้าศึก จนกระทั้งเวลา 4 นาฬิกา กองทหารต่างชาติได้ส่งลาดตระเวนนำพร้อมสุนัข เข้ามาตรวจค้นหากำลังฝ่ายเราจะมีอยู่ที่ห้วยยางหรือไม่ มาหยุดอยู่ที่หน้าทหารไทย ราว 20 เมตร ตรวจการณ์ อยู่ประมาณ 5 นาที ฝ่ายเรายังคงสงบนิ่งด้วยความใจเย็น และวินัยอย่างดีเยี่ยมถึงแม้สุนัขที่มาจากข้าศึกจะวิ่งเข้ามาในแนวทหารไทย และดมทหารไทยคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง แต่ก็ไม่เห่า ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดจึงไม่เห่า จากนั้นพลลาดตระเวนนำ และสุนัขของข้าศึกจึงได้กลับไป โดยคิดว่าไม่มีทหารไทยอยู่ที่ห้วยยาง ทั้ง ๆ ที่มีกำลังอยู่ทั้งกองพัน

        อีก 1 ชั่งโมงต่อมา เป็นเวลาประมาณ 5 นาฬิกา นาทีระทึกใจก็อุบัติขึ้น เมื่อกรมทหารราบที่ 5 กองพันที่ 3 ของทหารต่างชาติ ซึ่งมีประวัติการรบอย่างโชกโชนและเป็นหน่วยกล้าตายชั้น 1 ที่มีกิตติศัพท์การรบอย่างเกรียงไกรมาแล้วในอินโดจีน ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาเป็นแนวตามเส้นทาง ที่ฝ่ายเราได้วางกำลังไว้ โดยปล่อยให้กำลังส่วนหน้าของข้าศึกเลยแนวรบไปด้วยความใจเย็น เมื่อกำลังส่วนใหญ่เข้ามาในพื้นที่สังหาร สัญญานการยิงฉากจากปืนกลของ ร้อยตรี ยง ณ นคร ก็ได้ระเบิดขึ้น พร้อมกับเสียงคำรามจากปืนทุกกระบอกของกำลังฝ่ายเราทั้งกองพัน การสู้รบถึงขั้นตะลุมบอนกันด้วยดาบปลายปืนอย่างทรหด จนถึงเวลา 7 นาฬิกา เสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด และเสียงสั่งการดังลั่นไปทั่วยุทธภูมิ ด้วยยุทธวิธีของกองพันที่ 3 ในบังคับบัญชาของ พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ในครั้งนี้ฝ่ายเราสามารถบดขยี้ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิตไป ประมาณ 400 นาย  และถูกจับเป็นเชลยอีกจำนวนมาก ตัวผู้บังคับกองพันของทหารต่างชาติเสียชีวิตในที่รบ นอกจากนี้ยังสามารถยึดธงชัยเฉลิมพลของข้าศึก ซึ่งประดับ   เหรียญกล้าหาญครัวเตอร์แกไว้ได้ กองทหารเขมรและทหารญวน ที่ติดตามมาอีก 2 กองพัน ได้แตกกระจัดกระจายไป นับว่ากองทหารต่างชาติซึ่งผ่านการรบที่โชกโชนแล้ว ต้องพินาศย่อยยับเกือบหมดทั้งกองพัน สำหรับฝ่ายเราเสียชีวิตในที่รบ 1 นาย คือ พลทหาร จอน ปรีพงศ์ และได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย


พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ ผู้บังคับกองพัน ซึ่งได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่จน กองพันที่ 3 ได้รับ พระราชทานเหรียญกล้าหาญ ประดับธงชัยเฉลิมพล และได้รับสมญานามว่า “กองพันทหารเสือ” พันตรี ขุนนิมมาณกลยุทธ เดิมมีชื่อว่า พันตรี นิ่ม ชโยดม ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนนิมมาณกลยุทธ

        ครั้นเมื่อ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ฯ ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศ บริเวณแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดียวกับที่หน่วยได้สร้าง
วีรกรรมไว้ในอดีต เมื่อเดือน กันยายน พ.ศ. 2526 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการสู้รบแก่กำลังพลในหน่วยชื่อฐานปฏิบัติการ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่าน และกระตุ้นเตือนให้กำลังพลทุกนาย ได้ประพฤติปฏิบัติตามตัวอย่างอันดีงาม ดังเช่นวีรชนในอดีตของหน่วย ได้กระทำมาแล้ว