เครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์

เท่าที่ปรากฏหลักฐานในเรื่องของเครื่องแบบชุดเต็มยศนั้น คาดว่าเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในยุคนั้นสามารถที่จะกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นต้นคิดในการริเริ่มยอม รับอารยธรรมตะวันตกเข้ามา โดยในด้านการทหารได้มีการจัดหน่วยทหารขึ้นมาใหม่ ให้มีการฝึกและยุทธวิธีแบบตะวันตก มีการแสวงหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาเพื่อการป้องกันประเทศ รวมทั้งเครื่องแบบของทหารชาติตะวันตกก็ได้มีอิทธิพลต่อการแต่งกายของทหารไทย ในยุคสมัยนั้นเป็นต้นมา ต่อมาในปี พ.ศ.2451 (ร.ศ.127) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีคำสั่งกรมยุทธนาธิการ ที่ 3/6 ลงวันที่ 1 เมษายน ร.ศ.127 เรื่องหมายสีบ่าทหาร ดังนี้

  1. นายทหารชั้นนายพลทั้งปวง ใช้สีบ่าอย่างพลรบ และหมายสีบานเย็น
  2. ทหารในกรมยุทธนาธิการ กรมปลัดทัพบก กรมเสนาธิการ กรมราชองค์รักษ์ จเรทหารต่างๆ ซึ่งเป็นเหล่าพลรบ และแผนกสารวัตรใหญ่ทหารบก กับนายทหารชั้นสัญญาบัตรโรงเรียนทหารบก และกรมบัยชาการ มณฑล หรือกองพล ใช้บ่าอย่างพลรบ หมายสีตามสังกัดเหล่าเดิม ถ้าไม่มีสังกัดเดิมให้ใช้สีบานเย็น
  3. เหล่าทหารทั้งปวง ให้ใช้บ่าอย่างพลรบ และหมายสี ดังนี้
    • เหล่าทหารม้า หมายสี น้ำเงิน
    • เหล่าทหารปืนใหญ่ หมายสี เหลือง
    • เหล่าทหารช่าง หมายสี ดำ
    • เหล่าทหารพราน หมายสี เขียว
    • เหล่าทหารพาหนะ หมายสี เลือดหมู
    • เหล่าทหารราบ หมายสี แดง
    • นักเรียนนายร้อย หมายสี แดง

การหมายบ่าสีทหารดังที่กล่าวมาเป็นการแบ่งเหล่าของทหารออกตามสี ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นสีของเสื้อเต็มยศทหารรักษาพระองค์ ซึ่งในปัจจุบันหน่วยสังกัดต่าง ๆ ได้ยึดถือกฎกระทรวง (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ 80 ซึ่งได้บังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน